2017-ecommerce-trends-1140x660

11 เทรนด์ที่มีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ว่าที่ประธานาธิบดีอเมริกาอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” พยายามเบรกไม่ให้จีนเป็นมหาอำนาจของโลก แต่ดูเหมือนว่าความเป็นผู้นำดิจิทัลของจีนกลับไม่ได้ลดความร้อนแรงลงเลยโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในภูมิภาคนี้เวลาพูดถึงประเทศจีนใครๆก็นึกถึงถึง Alibaba หลังจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกยอมรับเป็นจุดหลักของยุคทองของการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แจ๊ค หม่าและทีมของเขาได้เข้ามาฉกฉวยโอกาสนี้อย่างรวดเร็วในเวลาสี่เดือนต่อมาเท่านั้น และได้เข้าซื้อ Lazada ซึ่งเป็นตลาด ecommerce ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ดีลช็อกโลกระหว่าง “ลาซาด้า – อาลีบาบา” เป็นจุดเปลี่ยนของเกมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โซ่คุณค่าการค้าการขายจะขยายทั้งสายตั้งแต่โฆษณาดิจิทัล โลจิสติกส์ การเงิน ประกัน หรือแม้กระทั่งการแพทย์

 มุมมองย้อนปี2559

ถึงดีล “ลาซาด้า – อาลีบาบา” ไม่ได้เกิดขึ้น ปี2559ก็ยังคงเป็นปีทองของ ecommerce ในภูมิภาคนี้อยุ่ดี ตัวอย่างที่เห็นเช่น Fast Fashion ที่ค่อยๆชะลอตัวไป รวมถึง Zalora ของบริษัท Rocket Internet ที่ถูกขายด้วยราคาถูกให้กับเครือเซนทรัล กรุ๊ป

Singpostยังคง ได้รับผลกระทบ จากการถอด CEO อย่าง Wolfgang Baier ออกในปี 2558 นอกเหนือจากนั้นก็ยังเสีย COO CFO รวมถึงประธานที่ถอยตัวลงท่ามกลางข้อครหาเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้การตกลงกับ Alibaba ชะงักเป็นครั้งที่สาม และตกลงไม่ได้จนเดือนตุลาคม

ทั่วภูมิภาคการค้าจากธุรกิจสู่ผู้บริโภค (B2C ecommerce) ที่มีสินทรัพย์จำนวนมากก็โดนผลกระทบเช่นกัน RedMart ผู้เล่นท้องถิ่นในสิงคโปร์ก็ถูก Lazada ซื้อไปเนื่องจากไม่สามารถทนความสูญเสียทางด้านการเงินต่อไปไหว รวมถึง iTruemart ของ Ascend’s Group ก็ ปิดตัวลง ในประเทศฟิลิปปินส์ไม่กี่เดือนหลังจากออกมาประกาศอย่าง โอ้อวด ว่าจะเป็นผู้บุกเบิก ecommerce รายแรกของภูมิภาคนี้ในปี2560

บริษัท ecommerce ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างRakuten ถอนตัว จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ขาย ธุรกิจในไทยให้ผู้ก่อตั้ง Moxyเปลี่ยนจาก ecommerce แบบเน้นปริมาณ และหันไป ควบกิจการ กับบริษัท Bilna ของประเทศอินโดนีเชีย เพื่อรวมตัวเป็นOrami ซึ่งจะโฟกัสเจาะกลุ่มผู้หญิง และได้เรี่ยไรเงินจากผู้ร่วมก่อตั้งFacebookอย่างEduardo Saverin

ถ้ายึดตามคำบัญญัติของJack Maแล้ว ถ้า2559เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ปี2560จะเป็นเหมือนอาหารจานหลักสำหรับตลาด ecommerce ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเงินรางวัลของตลาด ecommerce ที่จะมีมูลค่าถึง สองแสนสามหมื่นแปดพันล้านเหรียญสหรัฐ และAmazonที่กำลังจะเข้าตลาดสิงคโปร์ในไตรมาสที่1ปี2560 แน่นอนว่าปีนี้คงจะเป็นปีที่น่าสนใจอีกปีนึง

มาเริ่มกันเลย!

1. Alibaba จะมีบทบาทใน LAzada และ ระบบนิเวศน์ ecommerce ในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ มากขึ้น

ตั้งแต่ Alibaba ซื้อ Lazada ในปีที่แล้ว Alibaba ก็ยังไม่ได้มีบทบาทใน Lazada เท่าทีควร นั่นเพราะ Alibaba เตรียมปฏิรูประบบนิเวศน์ ecommerce ในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ทั้งหมดในปี 2560 รวมไปถึง Ant Financial, Cainiao, และ Taobao Partner (TP) program

Taobao Partner (TP) program ซึ่งเปิดตัวที่ประเทศจีนเมื่อเจ็ดปีที่แล้วมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ผลิตผู้จำหน่ายได้ให้บริการอีคอมเมิร์ซแก่พ่อค้าแม่ขายจาก Taobao เช่น Baozun และ Lili & Beauty ที่เสนอบริการการดำเนินการของร้านค้าและบริการอื่นๆที่ทำให้ Taobao และ Tmall เติบโตขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดของจีน

หากมีโปรแกรมที่คล้ายๆกับ Taobao Partner ออกมาในปีนี้ (Lazada Partners?) ก็จะสร้างโอกาสอีคอมเมิร์ซให้กับหลายๆวงการไล่ไปตั้งแต่ดิจิทัลเอเจนซี่ไปจนถึงบริษัทบริการรับส่ง ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบอย่าง aCommerce และ SP eCommerce ก็เตรียมทุ่มเงินราว 238 พันล้านเหรียญคว้าโอกาสคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้แล้ว

 

2. เมื่อโลจิสติกส์กลายเป็นสินค้า ทำให้เครือข่ายของอาลีบาบาอย่าง Cainiao มาแรง

โลจิสติกส์มักจะถูกมองว่าเป็น “คอขวด” ตัวใหญ่ๆ ขวางการเติบโตอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดสตาร์ทอัพที่คอยช่วยแก้ปัญหาโลจิสติกส์ตามมาอย่าง Ninja Van, Ascend Group’s Sendit, และ Skootar รวมถึงบริการแท็กซี่และมอเตอร์ไซด์อย่าง Go-Jek และ Grab ที่ให้บริการเพื่อแก้ปัญหาโลจิลติกส์เป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งบริการพวกนี้กลับเป็นคู่แข่งตัวฉกาจให้กับบริษัทโลจิสติกส์หลักๆอย่าง Kerry Logistics, DHL, and JNE ที่ให้บริการโลจิสติกส์กับอีคอมเมิร์ซแค่เบื้องต้นเท่านั้น

สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับจีนเมื่อทศวรรษที่แล้ว ทำให้อาลีบาบาให้บริการเครือข่ายอย่าง Cainiao ที่เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่รวบร้านค้าอีคอมเมิร์ซ Cainiao จะมาแก้โลจิสติกส์ซึ่งเป็นจุดอ่อนของอาลีบาบา และยังทำให้อาลีบาบาให้ประโยชน์จากแรงความต้องการของตลาดให้เกิดการพูดถึงต่อกันไปด้วย

กว่า 70% ของธุรกิจที่ให้บริการโลจิสติกส์ซึ่งเป็นฝ่ายที่สามก็มาจากอีคอมเมิร์ซ และส่วนใหญ่ก็มีอาลีบาบาหนุนหลังอยู่ ธุรกิจพวกนี้จึงสามารถกำหนดมาตรฐานของอุตสหกรรมของโลจิสติกส์และทำให้สงครามราคาร้อนแรงระหว่างผู้ให้บริการขึ้นไปอีก

อาลีบาบาเอาบริการ Alipay และ Ant Financial มามีบทบาทในระบบโลจิลติกส์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คราวนี้อาลีบาบาจะเอา Cainiao เข้ามาคุมโซ่คุณค่าอีคอมเมิร์ซด้วย

เหลือแต่รอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น

2.-cainiao-chart

3. Google and Facebook งานเข้า เมื่อเจอ Alimama และ Tmall

อาลีบาบาและอเมซอนจัดว่าเป็นคู่แข่งตัวฉกาจตรงๆไม่ใช่แค่กับ JD และ Wal-Mart แต่เป็น Baidu และ Google ด้วย

เพราะหลังจากที่ตรวดดูยอดการค้าหาสินค้าในเสิร์ซเอนจิ้นและไซต์ของอีคอมเมิร์ซแล้ว ทั้งอาลีบาบาและอเมซอนก็เขย่าวงการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ต เอาแค่ในอเมริกา มีคนราว 55% เริ่มหาสินค้าในอเมซอนซึ่งสูงกว่าปี 2558 ที่มีเพียงแค่ 44%

นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเพราะจำนวนการค้นหาสินค้าเป็นตัวกำหนดประเภทของคีย์เวิร์ดและชี้ว่ากิจการสามารถลดต้นทุนต่อคลิกได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนในจีน สงครามระหว่างอาลีบาบาและ Baidu ก็ยังดำเนินต่อไป ทำให้อาลีบาบามีแผนที่จะไม่ให้ผุ้ใช้งานได้ค้นหาสินค้าในช่องทางของ Baidu และก็ทำสำเร็จในปี 2552

และในปี 2560 นอกจากอาลีบาบาดีลกับลาซาด้า และรวมกับแพลตฟอร์มอย่าง Tmall แล้ว อาลีบาบาเตรียมเปิดตัวแพลดฟอร์มโฆษณาอย่าง Alimama ที่คล้ายกับ Google Adword Alimama ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายโฆษณาบนหน้าจอและจัดการข้อมูลอย่างTaobao Affiliate Network ด้วย

กิจการสื่อจึงต้องรับมือกับการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น ดิจิทัลเอเจนซี่ต้องเรียนรู้วิธีซื้อและใช้สื่อบนแพลตฟอร์มลาซาด้าในปี 2560

4. Alipay: กลยุทธ์ม้าโทรจันในวงการธุรกรรมทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปี 2560 เป็นปีที่เข้ายุคของ Cash-on-delivery อย่างเต็มรูปแบบแล้ว กว่า 75% ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซก็เกิดจาก Cash-on-delivery เช่นกัน ทำให้เกิดสตาร์ทอัพที่จับกระแสนี้มาได้สักพักแล้ว เช่น Omise, DOKUtelcos และธนาคารอื่นๆที่เริ่มให้บริการคล้ายๆ Paypal แล้ว

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีบัตรเครดิตและเข้าถึงธนาคารทุกคน สมาร์ทโฟนเข้าถึงผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริการอย่าง Apple Pay และ LINE Pay ซึ่งอยู่ในแอปฯแชทยอดนิยมอย่าง Line ต้องไม่ลืมความจริงข้อนี้ เพราะการเปลี่ยนสังคมให้เป็นสังคมที่ไม่ต้องใช้เงินสดนั้นต้องให้ผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกรรมด้วย

นี่ยังไม่ได้พูดถึง “FinTech” ที่ต่อยอดเทคโนโลยีให้การทำธุรกรรมทางการเงินนั้นสะดวกสบาย ง่าย และปลอดภัยขึ้น

เราได้แต่หวังว่าบริษัทที่ให้บริการการชำระเงินนั้นจะทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม เพราะอาลีบาบาเริ่มเอา Alipay และ Ant Financial เข้ามาแทรกซึมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นม้าโทรจันผ่านลาซาด้าแล้ว ซึ่งเป็นตลาดที่มีฐานผู้ใช้งานและช่องทางจัดจำหน่ายที่ใหญ่จนสตาร์ทอัพบริการชำระเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องอิจฉาไปตามๆกัน

4.-trojan-horse-1024x582

5. จาก ecommerce1.0 สู่ ecommerce2.0

พื้นที่ของตลาดeCommerceเริ่มรวมตัวกัน การเกิดขึ้นของAlibabaรวมถึงข่าวลือการเปิดตัวของAmazonในสิงคโปร์ในไตรมาส1ปี2560ทำให้โอกาสการเติบโตของ”ecommerce 1.0”ต้องจบลง ซึ่งก็หมายถึงร้านค้าประเภทที่เร่ขายสินค้าของผู้อื่นกับมวลชนขนาดใหญ่ แม้แต่ MatahariMall ของเครือ Lippo จากประเทศอินโดนีเชียซึ่งถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อต่อต้านระบบ ecommerce ของLazada ยัง เปลี่ยนจุดขาย ของตัวเองให้เป็นระบบecommerceแบบ online-to-offline แทนที่จะออกตัวเป็นผู้แข่งขันโดยตรงกับLazada

ขณะที่เราเคลื่อนตัวเข้าปี2560 โอกาสการเติบโตของeCommerceจะเริ่มเปลี่ยนจาก”eCommerce1.0”เข้าสู่ “eCommerce2.0”ซึ่งบริษัทต่างๆจะเลิกอาศัยการประหยัดต่อขนาด(economies of scale)เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่จะเริ่มให้ความสนใจหลายๆปัจจัยรวมกันอย่างที่ Andy Dunn ผู้ก่อตั้งBonoboเคยกล่าวไว้ ซึ่งก็จะรวมถึงการสร้างคุณค่าจาก 1. Proprietary Pricing (การวางราคาขายที่แตกต่าง) 2. Proprietary Selection (การมีตัวเลือกที่แตกต่าง) 3. Proprietary Experience (การให้ประสบการณ์ที่แตกต่าง) และ 4. Proprietary Merchandise (การมีสินค้าที่แตกต่าง)

ความสำเร็จของบริษัทเกิดใหม่อย่าง Sale Stock ในอินโดนีเชียถึงกับทำให้เรื่องราวของ Facebook และ Instagram ดูธรรมดาไปเลย Sale Stock ก่อตั้งในเมือง Jakarta ซึ่งก็มีเส้นทางการเติบโตคล้ายๆกับ Pomelo Fashion ด้วยการใช้มุมมองที่มีลักษณะเฉพาะและมีประสบการณ์

การสั่งซื่อในระบบwebsiteบนมือถือจำนวนมากทำให้ Sale Stock ลงทุนและได้เปิดตัวโปรแกรมการพูดคุยเชิงecommerce (ecommerce chat bot) อันแรกในภูมิภาคซึ่งสามารถประมวลการสั่งซื้อจากระบบเวบบนมือถือต่างๆอย่างการสั่งซื้อผ่านระบบFacebook Messengerซึ่งถูกสร้างโดยคนที่เคยทำงานที่ Google, Palantir และวิศวกรของ NASA

5.-Sale-Stock-chat-1024x585

6. จะมีผู้รับผลกระทบมากมายจากการปะทะกันของAlibabaและAmazon

2559เป็นปีที่มีการรวมกิจการของหลายธุรกิจมากมายในตลาด ecommerce เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

–       Zaloraประเทศไทยและเวียดนามถูกขายในราคาที่ถูกมากให้กับเครือเซนทรัลกรุ๊ป

–       Cdiscount ถูกซื้อโดยTCC Groupของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

–       ธุรกิจ ecommerce ที่เล็งกลุ่มลูกค้าผู้หญิงอย่างMoxyก็รวมตัวกับBilnaจากอินโดนิเชียกลายเป็นOrami

–       Rakutenจากประเทศญี่ปุ่นถูกปิดตัวในตลาดอินโดนีเชีย มาเลเชีย และสิงคโปร์ รวมถึงได้คืนธุรกิจในไทยให้แก่เจ้าของคนเดิมด้วย

–       ร้านขายของชำหรือซุปเปอร์มาเก็ตออนไลน์ในสิงคโปร์อย่างRedMartถูกขายในราคาที่ถูกกว่ารายรับให้แก่Lazada ท่ามกลางกระแสที่หนาหูว่าAmazonกำลังจะบุกเข้าตลาดพร้อมกับ AmazonFresh

และเทรนด์ที่กล่าวไปข้างต้นก็คงจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปี 2560 โดยเฉพาะตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากอย่าง” ecommerce 1.0” หนึ่งในเหยื่อของเทรนด์นี้ก็คือAscend Groupของประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของสินทรัพย์มากมายเกี่ยวกับ ecommerce และเทคโนโลยีทางด้านการเงิน เช่นWemall (B2C) และWeLoveShopping (C2C) และช่วงที่ผ่านมาก็เริ่มมีสัญญาณเตื่อนบ้างแล้ว

7. แบรนด์ใช้การตลาดที่เข้าถึงโดยตรงต่อผู้บริโภค(direct-to-consumer) หรือการเข้าถึงลูกค้าแบบหลายช่องทาง(multi-channel)

หลายๆแบรนด์เข้ามาในตลาดออนไลน์เพราะการติดตั้งร้านออนไลน์ การเข้าถึงที่ง่าย และไม่มีจราจรของเจ้าของเวบอย่างLazada MatahariMall และ11street และนี่คือเหตุผลที่ในปี2559หลายๆแบรนด์ยักษ์อย่างL’OrealและUnileverต่างก็มีร้านในแพลตฟอร์มเหล่านี้

อย่างไรก็ตามบางแบรนด์เริ่มค้นพบแล้วว่าจริงๆแล้วการค้าขายแบบนี้ข้อเสียมากกว่าข้อดี ตลาดขายของออนไลน์เก็บข้อมูลมากมายที่สามารถบอกได้ว่าสินค้าประเภทไหนและแบรนด์อะไรที่เป็นที่นิยมและขายดี ในช่วงเวลาใด สถานที่ไหน รวมถึงขายให้กับใคร Amazon ได้นำข้อมูลที่มีมูลค่าเหล่านี้มาใช้เพื่อสร้างแบรนด์ที่เป็นของตัวเองเพื่อที่จะแข่งขันกับร้านค้าอื่นๆ

ในปี2560 เราจะเห็นแบรนด์ต่างๆเก่งขึ้นและใช้พื้นที่ตลาดออนไลน์เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะสั้นได้มากขึ้น กลยุทธ์ระยะยาวคือการขายที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง(direct-to-consumer)โดยการใช้ใช้เวบจำพวกbrand.comที่ร้านค้าต่างๆเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าด้วยตัวเอง และสามารถควบคุมภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมถึงเสนอคุณลักษณะพิเศษต่างๆเช่นการลงทะเบียนเป็นสมาชิกเพื่อซื้อสินค้าทุกเดือน

6.-nescafe

8. การแข่งขันใน ecommerce ที่สูงขึ้นเรื่อยๆจะพลักผู้ประกอบการ และบริษัทเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจประกัน การเงิน และการแพทย์

เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดค้าปลีก ผู้ประกอบการหันไปให้ความสนใจกับธุรกิจประกัน การเงิน และการแพทย์ บริษัทเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คล้ายกับอเมริกาและประเทศจีนคือเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจประกัน การเงิน และการแพทย์และสุขภาพมากขึ้น แต่แนวคิดที่แฝงอยู่ก็เหมือนกันคือการใช้อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีในการสร้างพื้นที่สำหรับการซื้อขายสินค้า หรือการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงสำหรับสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่นเงินกู้ ประกันชีวิต หรือแม้แต่ข้อมูลก็ตาม

บริษัทเกิดใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเงินอย่างEdirectInsureถูกก่อตั้งใน2559โดยใช้ชื่อfrank.co.thในประเทศไทยและfrankinsure.com.twในไต้หวันเพื่อพยายามเปลี่ยนวิธีการขายประกันภัยรถยนต์ รวมถึงบุคคลที่อยู่ในตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่นAsia InsuranceมอบPokemon Goและประกันภัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย(micro-insurance)ทางโทรศัพท์มือถือโดยตรงให้ลูกค้าเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้น

การซื้อกิจการLazadaของAlibabaไม่ได้เป็นการช่วยให้ยอดการซื้อขายสินค้ารวม(Gross merchandise volume)โตขึ้นขนาดนั้น แต่เป็นการช่วยในเรื่องของการวัดช่องทางการกระจายสินค้าที่ทำกำไรสูงอื่นๆของAlibabaมากกว่า Jack Maเคยพูดถึงเรื่องนี้สู่สาธารณะในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี2558ว่า:

กลยุทธ์ของธุรกิจของกลุ่มAlibabaคือการเตรียมโครงสร้างสำหรับการค้าขายสินค้าในอนาคต ecommerce เป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น… ประมาณครึ่งนึงของพนักงานของAlibabaและบริษัทในเครือรวมถึงAnt Financial และCainiaoต่างก็ขมักเขม่นในการพัฒนาจุดสำคัญต่างๆของระบบเช่นโลจิสติกส์ การเงินทางอินเตอร์เน็ต การวิเคราะห์และสกัดเอาคุณค่าออกมาจากข้อมูลที่ใหญ่ การนำเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ระบบอินเตอร์เน็ตบนมือถือ สื่อโฆษณา และธุรกิจที่เรียกกันว่าdouble H ได้แก่ Health (สุขภาพ) และHappiness (ความสุข)

7.-frank-1024x853

9. บริษัทหลายแห่งเริ่มให้ความสนใจกับประเทศเมียนมาร์

ธุรกิจต่างๆเริ่มที่จะสำรวจตลาดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพราะหลายตลาดยักษ์ในภูมิภาคนี้ได้เติบโตมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว จึงทำให้ประเทศอย่างเมียนมาร์นั้นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสในการเติบโตมากกว่า

ประเทศเมียนมาร์ นั้นนับได้ว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นลำดับที่ห้า ด้วยจำนวนประชากร 53 ล้านคน นอกจากนั้น เมียนมาร์ถือว่าเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์มากถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากเคยเป็นประเทศปิดมาจนถึงปี พ.ศ. 2554 แต่ในปัจจุบันได้เปิดประเทศอย่างเสรีและก้าวกระโดดมาสู่ยุคการใช้มือถืออย่างแพร่หลายมากขึ้น ประเทศเมียนมาร์นั้นยังเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับมือถือเท่านั้น ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว คอมพิวเตอร์ แทบเล็ตต่างๆ หรือช่องทางอื่นๆนั้นไม่ได้มีความสำคัญเท่าในเมียนมาร์ ซึ่งสถิติได้ชี้ว่าประมาณ 20% ของประชากรนั้นใช้อินเตอร์เนตมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง

บริษัท Rocket ซึ่งได้มองการณ์ไกลไว้แล้วและได้ปล่อยเวบไซต์ที่ช่วยจำแนกหางาน เช่น Work.com.mm และเวปไซต์อื่นๆเช่น Ads.com.mm มาตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2555 ในส่วนของกิจการ ecommerce แรกที่ถูกจัดตั้งขึ้นในเมียนมาร์ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าShop.com.mm ได้เริ่มเจาะตลาดช้ากว่าเล็กน้อย ในช่วงปีพ.ศ. 2557 แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเวบไซต์นั้นค่อนข้างนิ่งในช่วงระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมา และค่าเฉลี่ยอยู่เพียงแค่ 90,000 Sessions* ต่อเดือนเท่านั้น จึงทำให้สรุปได้ว่าโอกาสการเติบโตของ ecommerce ในประเทศเมียนมาร์นั้นอาจไม่ได้ดีอย่างที่คาดไว้ก่อนหน้า

*Session หรือ เว็บเซสชั่น (Web Session) คือจำนวน user เข้าเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม ประชากรผู้ใช้ Facebook ในประเทศเมียนมาร์นั้นมีมากถึง 10 ล้านคน จึงอาจวิเคราะห์ได้ว่าการทำการตลาดของธุรกิจ ecommerce ด้วยวิธีเดิมๆอาจไม่ใช่คำตอบที่สามารถตีโจทย์แตกได้ นอกจากนั้น การใช้อินเตอร์เนตส่วนใหญ่ของประชากรเหล่านี้นั้นมีสาเหตุหลักคือเพื่อเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ หรือเครือค่ายทางสังคม ร้านค้าใน Facebook อาจเป็นลู่ทางที่เหมาะสมมากกว่าในการตีตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของตลาด ecommerce ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

8.-FB

วิธีนี้นั้นได้ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศไทย ซึ่งมากกว่า หนึ่งในสาม หรือครึ่งหนึ่งของการซื้อขายออนไลน์นั้นเกิดในผ่านช่องทาง Facebook, Instagram และ LINE เพราะฉะนั้นธุรกิจช่องทางการคุยผ่านโลกออนไลน์นั้นโดนคาดการณ์ไว้ว่าอาจเติบโตและแพร่หลายในเมียนมาร์มากกว่าในไทยอีกด้วย

“ผลกระทบของ Facebook ต่อคนในเมียนมาร์นั้นยากที่จะแปรออกมาเป็นตัวเลข แต่สิ่งที่ไม่สามารถแย้งได้เลยคืออิทธิพลของFacebookในประเทศ เพราะชาวเมียนมาร์นั้นใช้คำว่าFacebookและคำว่าอินเตอร์เนต อย่างสลับไปมาโดยที่ไม่คำนึงถึงความแตกต่างมากนัก” – กล่าวโดยคุณ Sheera Frenkel ผ่านช่องทางสื่อ BuzzFeed ที่ประเทศเมียนมาร์

10. ใครที่ให้บริการแบบ On-Demand ต้องรับมือให้ดี

ด้วยเศรษฐกิจต่อหน่วย (Unit Economics) ที่ไม่ดีขึ้น ระบบที่รั่วไหลและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น ล้วนเป็นอุปสรรค์ที่ทำให้ on-demand startups ต้องเจอปัญหาในปีที่ผ่านมา

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ on-demand startups บางรายมีอนาคตที่ไม่ดีนัก ยกตัวอย่างเช่นร้านขายของชำหรือซุปเปอร์มาเก็ตอย่างHappy Freshที่ให้บริการแบบทันที (on-demand service) พึงจะปิดตัวออฟฟิศในไทเปและมะนิลาในขณะที่กำลังปลดพนักงานที่ละระลอก นอกเหนือจากนั้นก็ยังเปลี่ยนตัวคนก่อตั้งและ Markus Bihlerซึ่งเป็นCEOเป็นคนอื่นอย่างเงียบๆ ในเมืองไทยTapseyแอพเรียกผู้ให้บริการสำหรับบ้านเรือนที่เป็นstartupที่ได้เงินลงทุนจากInspire Venturesก็ถูกปิดตัวลงเช่นกันไม่กี่เดือนหลังจากเปิดตัว

Go-Jek บริษัทเรียกวินมอไซค์ของอินโดนีเชีย ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่ให้บริการแบบทันท่วงทีก็ประสบปัญหาจากการที่ผู้บริหารถอนตัวออกไปเป็นจำนวนมาก ทั้งหนึ่งในผู้ก่อตั้งและรองประธานกรรมการที่ออกไปในช่วงเดือนตุลาคม ทำให้หลายฝ่ายก็ต่างเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับปัญหาภายในบริษัท

ในขณะที่เทรนด์ของตลาด on-demand startups กำลังประสบปัญหาทั่วโลกรวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่นั้น ในความเป็นจริงสิ่งนี้เป็นเพียงแค่ส่วนนึงในกระบวนการธรรมชาติที่จะกำจัดธุรกิจจำพวก”me too” (ธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการลอกเลียนกัน) ซึ่งเป็นแนวดิ่งกับไอเดียของon-demandที่เหมือนจะไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน

“ปัญหาหลักคงไม่ใช่แค่เรื่อง on demand startup แต่มันอาจจะมีเรื่องของตัวผู้บริโภคเข้ามาด้วย ธุรกิจที่ให้ผู้บริโภคจ่ายเงินเพิ่มเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคได้สิทธิประโยชน์มากขึ้น มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ผู้บริโภคอาจจะมองแค่ในเรื่องของสิ่งที่เขาได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม” Mathew Ward ผู้ร่วมก่อตั้ง และ CEO ของ Helpster ได้กล่าวไว้ ซึ่ง Helpster เป็นบริษัทจัดหาพนักงานเพื่อให้ได้คนตามความต้องการของบริษัท

9.-helpster-1024x868

เขากล่าวต่อว่า “บริการเกี่ยวกับบ้าน เป็น 1 ช่องทางที่มีก็ดี ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทันที แต่มันก็ไม่จำเป็นขนาดนั้นหรอก ยังไงผู้คนก็ไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อที่จะได้สิทธิประโยชน์มากกว่าหรอก แล้วธุรกิจประเภทนี้ก็คงไม่รุ่งด้วยเหตุนี้แหละ ทำให้ธุรกิจประเภทนี้ล้มเหลว แต่ถ้าคุณโฟกัสกับสิ่งที่ต้องใช้ความเร่งรีบเช่น ระบบขนส่ง หรือในตัวอย่างของ Helpster ที่สามารถหาพนักงาน มาให้ทันสำหรับงานที่เร่งด่วนได้ ซึ่งบริษัทเหล่านั้นก็สามารถที่จะจ่ายเงินเพิ่มสำหรับความรวดเร็วนีได้ ดังนั้นคุณสารถสร้างธุรกิจที่มันไปรอดได้ จริงๆแล้วตลาด on demand ไม่ได้แย่ขนาดนั้น คุณก็แค่ค้องมองหาช่องทางที่เข้าถึงได้รวดเร็วและมีคุณค่า ถ้าคุณกล้าทำมัน คุณก็สามารถประสบความสำเร็จ และเติบโตได้ในตลาด on demand”

11. Amazonเข้ามาเล่นในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

จงเก็บเพื่อนๆไว้ใกล้ตัวและจงเก็บศัตรูไว้ให้ใกล้ยิ่งกว่า (Keep your friends close, but your enemies closer)

10.-jack-ma-jeff-bezos-1024x702

โดย Sheji Ho ผู้บริหารแผนกการตลาดของบริษัท aCommerce